โอ๊ยยย...ปวดฟัน อาการแบบนี้ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครอยากเป็น ไม่ว่าจะปวดเล็กน้อย ปวดจี๊ดขึ้นสมองล้วนแต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการดูแลรักษาสุขภาพฟันที่ไม่ดี หรือ ไม่ดีพอแต่เมื่ออาการปวดฟันที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยง (ก็ต้องรับมือกับมันให้ได้) หลาย ๆ คำถามที่มักเกิดขึ้นเมื่ออาการปวดฟันถามหา...เวลาปวดฟัน ต้องไปพบทันตแพทย์ หรือควรใช้ยาอะไร?....
ปวดฟันเนื่องจากฟันผุ อาการปวดฟันเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยๆ เกิดจากฟันผุ หรือการสึกกร่อนของฟัน หรือที่เรียกกันว่า แมงกินฟัน ซึ่งเกิดรวมกับการติดเชื้อแบคทีเรีย ถ้าเป็นติดต่อกันนานๆ ก็ลุกลามกินลึกลงไปในถึงรากฟัน ทำให้เกิดอาการอักเสบและปวดฟันอย่างรุนแรง ในบางรายอาจมีอาการเหงือกบวม เป็นหนอง หรือแก้มโย้บวมได้
ขณะปวดฟัน ควรรักษาอาการปวดฟันให้ทุเลาเสียก่อน เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดฟันมาพบเภสัชกรที่ร้านยา โดยเฉพาะในรายที่มีอาการปวดรุนแรง เภสัชกรบางรายอาจแนะนำให้ไปพบทันตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องฟันได้ดูแลและแก้ปัญหาปวดฟันให้กับผู้ป่วยทันที แต่เมื่อผู้ป่วยไปพบทันตแพทย์แล้ว ส่วนใหญ่ทันตแพทย์จะอธิบายให้ผู้ป่วยได้เข้าใจว่า ในขณะที่มีอาการปวดฟันอย่างรุนแรงนั้น ไม่ควรทำการอุดหรือถอนฟันทันที จะต้องให้ยาบรรเทาอาการเหล่านี้ให้ทุเลาลงก่อน แล้วจึงทำการรักษาดูแลทางทันตกรรมได้
ดังนั้นในขณะที่มีอาการปวดฟัน จึงควรได้รับการรักษาบรรเทาอาการปวดฟันให้เบาบางลงก่อนจึงไปพบทันตแพทย์ เพื่อให้การรักษาทางทันตกรรมต่อไป โดยจะใช้ยาอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ คือ
- ยาแก้ปวด
- ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย
ยาแก้ปวด ในการใช้แก้ปวดฟัน มีระดับการปวดตั้งแต่ปวดเล็กๆ น้อยๆ จนถึงปวดมากขึ้นๆ จนถึงขั้นปวดรุนแรง รบกวนการดำเนินชีวิตและการทำงานตามปกติได้ ซึ่งการเลือกชนิดของยาแก้ปวดฟันขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ
ในกรณีที่เริ่มต้นปวดเล็กน้อยและไม่รุนแรง อาจเริ่มต้นด้วยการใช้ยาพาราเซตามอล ในขนาด ๕๐๐ มิลลิกรัม/เม็ด ในผู้ใหญ่ใช้ครั้งละ ๒ เม็ด ทุก ๔-๖ ชั่วโมง เฉพาะเวลาที่มีอาการปวดฟัน ถ้าอาการดีขึ้นหรือหายเป็นปกติแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้
ในบางครั้งอาการปวดอาจเป็นรุนแรงมากขึ้น การใช้ยาพาราเซตามอลอาจได้ผลเพียงเล็กน้อย หรือไม่ได้ผลเลย ซึ่งแสดงว่าระดับการปวดฟันมีระดับรุนแรงมากขึ้น ซึ่งควรเปลี่ยนตัวยาจากพาราเซตามอลไปเป็นชนิดอื่นที่ระงับอาการปวดได้ดีกว่า เช่น แอสไพริน กรดมีเฟนนามิก ไอบูโพรเฟน เป็นต้น
นอกจากยาแก้ปวดที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมียาแก้ปวดอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่นซึ่งออกฤทธิ์แก้ปวดฟันชนิดรุนแรงหรือปวดมากๆ ยิ่งขึ้น แต่ยากลุ่มนี้ไม่มีฤทธิ์ลดไข้แก้ตัวร้อนเหมือนยากลุ่มแรก แต่เนื่อง จากยากลุ่มนี้เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น จึงมีฤทธิ์เสพติดถ้า มีการใช้ติดต่อกันนาน ในทางปฏิบัติจึงควรอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์หรือทันตแพทย์ในการสั่งจ่ายยากลุ่มนี้
ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย (หรือแก้อักเสบในความ หมายของประชาชน) ยานี้เป็นยาที่อาจพิจารณาเลือกใช้ในกรณีที่คาดว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ฟัน หรือในรายที่มีอาการเหงือกบวม เป็นหนองร่วมด้วย ยาที่นิยมใช้ต้านแบคทีเรียทางทันตกรรม คือ อะม็อกซีซิลลิน ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับยารักษาการ ติดเชื้อในลำคอ (แก้เจ็บคอ) ซึ่งในผู้ใหญ่ ควรใช้ในขนาด 500 มิลลิกรัม/แคปซูล ครั้งละ 1 เม็ด (หรือชนิดแคปซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม จำนวน2 เม็ด) วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น และควรใช้ติดต่อกัน 5-7 วัน หรือเหงือกหายบวมแล้ว 3 วันเนื่องจากยานี้เป็นยาในกลุ่มเพนิซิลลินที่มีอุบัติ-การณ์ของการแพ้ยาได้บ่อยเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ในการใช้ยานี้จึงควรแน่ใจว่า ผู้ใช้ยาไม่เคยแพ้ยาหรือยาอื่นๆ ในกลุ่มเพนิซิลลินมาก่อน ถ้าผู้ป่วยมีประวัติการแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน เราจะเลือกใช้ยากลุ่มอื่นที่ได้ผลดีทัดเทียมกัน เช่น อีริโทรไมซิน (erythromycin) หรือ ร็อกซีโทรไมซิน (roxythromycin) เป็นต้น
อีกอย่างหนึ่ง คือ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ปวดฟันมากขึ้น อย่าง น้ำแข็ง ไอศกรีม ของร้อน ๆ น้ำร้อน ชาร้อน กาแฟร้อน อาหารร้อน อาหารที่มีรสหวานจัด รสเปรี้ยว และลดการกระทบกระแทกกับฟันซี่ที่ปวด
ที่สำคัญ เมื่อหายปวดฟันแล้วอย่านิ่งนอนใจ ควรไปพบทันตแพทย์ทันที เพื่อสำรวจจุดบกพร่องและแก้ไขไม่ให้รุกรามใหญ่โต ห่างหายจากอาการปวดฟัน และสุขภาพฟันที่ดีก็จะไม่ไกลเกินเอื้อม
ที่แน่ ๆควรตรวจสุขภาพฟันทุก ๆ 6 เดือน ฟันแข็งแรง..ยิ้มอย่างมั่นใจ ก็จะคงอยู่กับเราตลอดไป
นิตยสาร Medical Upgrade ฉบับ 020

วิธีแก้อาการปวดฟันที่ผมทำแล้วได้ผลและปวดฟันคุดด้วยได้ผล
1.ให้เอาเหล้าขาว(40 ดีกรี) มาต้มให้ร้อนประมาณ 95 องศา
2.เมื่อร้อนแล้วให้อมไว้ข้างที่ปวดประมาณ 2 นาที(อาจจะทำให้ลิ้นหมาดหน่อย)แต่ได้ผลแน่ อาการจะหายปวดภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที
3.เหล้าขาวจะช่วยทำหน้าทีบรรเทาอาการอักเสบของเหงือกและฟัน
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|










