หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้างว่าคนที่มีกลิ่นปากมักไม่รู้ตัว จริงหรือ?... แล้วคุณมีกลิ่นปากหรือเปล่า?...
ต้องลองทดสอบดู เริ่มจาก การเอามือปิดปากและจมูก เป่าลมแรงๆ ออกจากปาก และดม ซึ่งบางคนก็สามารถบอกได้ว่ามีกลิ่นปากหรือไม่ แต่ถ้ายังไม่แน่ใจอีกให้ใช้วิธีเลยที่ข้อมือและดมดู ในบางคนอาจจะใช้นิ้วมือถูที่บริเวณเหงือก แล้วนำมาดมกลิ่นว่าเหม็นหรือไม่ แต่ถ้ายังไม่ชัวร์ก็ลองขอร้องคนใกล้ชิดช่วยพิสูจน์กลิ่น (ปาก) ให้ที แน่นอนวิธีแก้ที่ดีที่สุดคงต้องไปดูถึงต้นเหตุของการเกิดกลิ่นปากที่ไม่พึ่งประสงค์...
กลิ่นปากเป็นผลมาจากแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากย่อยสลายเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ตามส่วนต่างๆ ของช่องปาก สาเหตุมาจากแบคทีเรีย และเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ในช่องปาก ทำให้เกิดการเน่าเสียของเศษอาหาร จึงมีผลให้เกิดกลิ่นเหม็นขึ้น
กลิ่นปากที่มีสาเหตุจากภายในช่องปาก ได้แก่
- แผลในช่องปาก เช่น ซิฟิลิส เนื้องอก แผลที่เกิดขึ้นหลังการถอนฟันหรือแผลที่เกิดจากการผ่าตัดในช่องปาก
- ฟันผุที่เศษอาหารสามารถตกค้างสะสมอยู่ในรูร่องฟัน ทะลุโพรงประสาทฟัน และมีหนองเกิดขึ้นที่ปลายรากฟัน
- โรคปริทันต์ที่ลุกลาม ทำให้เกิดการทำลายอวัยวะรอบฟันเป็นที่สะสมของเศษอาหาร
- ผู้ที่ใส่ฟันปลอม หรือเครื่องมือต่างๆ ในช่องปาก เช่น เฝือกสบฟัน เครื่องมือจัดฟัน หรือ เครื่องมือกันฟันล้ม ที่รักษาความสะอาดได้ไม่ดีพอ จะทำให้เกิดกลิ่นในช่องปาก
- น้ำลาย ซึ่งในช่องปากของคนเรามีน้ำลายเป็นเสมือนน้ำยาบ้วนปากที่ธรรมชาติให้มาเพื่อช่วยชะล้างสิ่งสกปรก กลิ่นปากเมื่อในช่องปากมีน้ำลายหลั่งออกมากช่องปากก็จะสะอาดมากกว่าน้ำลายที่หลั่งออกมาน้อย เนื่องจากน้ำลายจะช่วยลดการบูดเน่าของอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่น โดยปกติน้ำลายจะหลั่งออกมาได้มากขณะเคี้ยวอาหาร รับประทานของเปรี้ยว การคิดถึงอาหารที่อร่อย หรืออาหารที่ชอบมากๆ แต่ในบางขณะจะมีการหลั่งน้ำลายออกมาได้น้อย เช่น ขณะนอนหลับ ภาวะการอดอาหาร การดื่มน้ำไม่เพียงพอ อากาศร้อน ภาวะทางจิตใจ ความเครียด การเจ็บป่วยด้วยโรค ตลอดจนอาชีพที่ใช้เสียงมากๆ เช่น ครู ทนายความ มีผลให้มีน้ำลายน้อย และมีกลิ่นปากได้
- ลิ้น บางครั้งกลิ่นเหม็นจากช่องปาก สามารถเกิดได้จากบริเวณโคนลิ้นด้านในสุด เนื่องจากบริเวณนี้มีน้ำเมือกในช่องจมูกไหลลงสู่คอ ซึ่งภาวะเช่นนี้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดจากการเจ็บป่วยด้วยโรค แต่มักมีสาเหตุมาจากอาการภูมิแพ้ ซึ่งอาการนี้จะทำให้มีน้ำเมือกจากช่องจมูกไหลลงคอในระยะแรกๆ แต่อาการนี้จะไม่ทำให้เกิดกลิ่นปากในระยะแรกๆ แต่เมื่อทิ้งระยะไว้สัก 2-3 วัน แบคทีเรียในช่องปากจะย่อยน้ำเมือกทำให้เกิดกลิ่น เราสามารถทดสอบกลิ่นนี้ได้โดยใช้ช้อนพลาสติกขูดเบาๆ ที่ด้านในสุดของโคนลิ้น ปล่อยทิ้งไว้สักครู่จึงดมกลิ่นดู โดยปกติคนที่มีกลิ่นปากจากสาเหตุนี้ เวลาเป่าปากจะไม่ค่อยได้กลิ่น แต่จะได้กลิ่นเหม็นเมื่อเริ่มพูด เนื่องจากมีลมผ่านลิ้นที่เคลื่อนไหวจึงทำให้เกิดกลิ่นขึ้นมา ดังนั้น จึงควรแก้ไขด้วยการแปรงลิ้นหลังการแปรงฟันทุกครั้ง และแปรงให้ลึกถึงโคนลิ้น จะช่วยทำความสะอาดน้ำเมือกที่ตกค้างอยู่ในช่องปากนี้ได้
- การสูบบุหรี่ นอกจากการสูบบุหรี่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั่วไปของผู้สูบและคนรอบข้างแล้ว ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้สูบเป็นโรคปริทันต์รุนแรงมากขึ้นด้วย และกลิ่นของบุหรี่ที่ตกค้างอยู่ในช่องปากผสมกับกลิ่นอื่นๆ ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเฉพาะตัวขึ้นได้
- การหายใจทางปากบ่อย ทำให้น้ำลายแห้ง ดังนั้นการหายใจทางปากจึงส่งผลให้แบคทีเรียมีการเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนได้มากขึ้น และเกิดกลิ่นปากได้มากขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้กลิ่นปากยังมีสาเหตุมาจากระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น โรคในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไซนัสอักเสบ โรคทอนซิลอักเสบ โรคมะเร็งที่โพรงจมูก โรคในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น โรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร โรคปอดเรื้อรัง วัณโรคปอด หรือมะเร็งปอด โรคของระบบขับถ่าย
การดูแลรักษาไม่ให้เกิดกลิ่นในช่องปาก คือ ต้องมั่นดูแลอนามัยของช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอ และรักษาสภาวะในช่องปากให้เป็นปกติ หากมีสภาพเหงือกหรือฟันที่เป็นโรค ควรรีบรักษา หรือปรึกษาทันตแพทย์ทันที ในกรณีที่มีฟันเก มีซอกเหงือกหรือร่องเหงือกที่เป็นแหล่งทำให้มีเศษอาหารตกค้าง ควรใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดที่บริเวณนั้นเพิ่มขึ้นจากการแปรงฟัน ลิ้นก็ควรแปรงให้สะอาดและแปรงให้ลึกถึงโคนลิ้น ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันอาการปากแห้ง
แค่ดูแลใส่ใจรักษาสุขภาพภายในช่องปากให้ดีอยู่เสมอ กลิ่น (ปาก) ไม่พึ่งประสงค์ก็จะไม่ส่งกลิ่นโชยออกมาให้คนข้าง ๆ ต้องเบือนหน้าหนี...
นิตยสาร Medical Upgrade ฉบับ 021

| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|










