คือ โรคติดเชื้อเรื้อรังจากแบคทีเรีย เป็นผลจากการสลายแร่ธาตุ (demineralization) ของเคลือบฟันและเนื้อฟันโดยกรดที่เกิดจากการที่แบคทีเรียย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะกรดแลคติก ทำให้เคลือบฟันถูกทำลาย
ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุม การติดเชื้อจะลุกลามสู่เนื้อฟัน และเข้าสู่โพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดการอักเสบและตายได้ และอาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบ ๆ รากฟัน (periradicular tissue) หรือลุกลามต่อไปยังช่องพังผืดต่างๆ รวมทั้งกระดูกขากรรไกรได้
โดยปกติ ภายในช่องปากจะมีกระบวนการแลกเปลี่ยนแร่ธาตุ calcium และ phosphorus ระหว่างชั้นผิวเคลือบฟัน และแร่ธาตุที่มีอยู่ในน้ำลายตลอดเวลา โดยจะมีทั้งการสูญเสียแร่ธาตุจากตัวฟัน (demineralization) และการคืนกลับแร่ธาตุสู่ตัวฟัน (remineralization) อย่างสมดุลในสภาวะที่ สภาพในช่องปากค่อนข้างเป็นกลางทำให้ไม่มีการสูญเสียแร่ธาตุออกจากผิวฟัน แต่ในภาวะที่จุลินทรีย์มีการย่อยสลายอาหารแป้งและน้ำตาล จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของน้ำลายเป็นกรด ทำให้สูญเสียแร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสออกจากตัวฟันมากกว่าการได้รับกลับคืน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นบ่อยจะทำให้เกิดฟันผุ
โรคฟันผุจัดเป็นโรคติดต่อ เพราะเกิดจากเชื้อโรค และติดต่อกันได้ทางน้ำลาย โดยกระบวนการเกิดโรคฟันผุมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน จึงถือเป็น " Multifactorial disease "
ปัจจัยสำคัญ 4 อย่างที่ทำให้เกิดฟันผุ
- พื้นผิวของตัวฟัน โดยถ้าฟันมาความขรุขระมาก ก็จะก่อให้เกิดฟันผุได้มาก
- ตัวเชื้อโรค ตัวที่จะทำให้เกิดฟันผุได้มากคือ Streptococcus mutans
- อาหารที่เรารับประทานเข้าไป โดยเฉพาะน้ำตาลและอาหารที่ค่อนข้างเหนียว จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดฟันผุได้มาก
เวลาที่แบคทีเรียสามารถเกาะอยู่บนผิวฟันของเรา โดยปกติแล้วเราจะมีน้ำลายคอยชะล้างสิ่งสกปรกออกไปบ้าง เป็นการช่วยป้องกันฟันผุทางหนึ่ง แต่ในเวลากลางคือ น้ำลายจะหลั่งออกมาน้อย ตัวที่จะมาคอยชะล้างแบคทีเรียก็น้อย ดังนั้น การรับประทานอาหารก่อนนอนโดยไม่แปรงฟัน จะมีโอกาสเกิดฟันผุได้มากกว่าการรับประทานในช่วงเวลากลางวัน โดยไม่ได้แปรงฟันเช่นเดียวกัน
*** หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไปก็จะไม่ทำให้เกิดโรคฟันผุ***
ฟันผุก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามลักษณะที่ผุดังนี้
- pit and fissure caries คือ การผุตามหลุมร่องฟัน
- smooth surface caries คือ การผุในบริเวณผิวฟันที่ค่อนข้างเรียบ
- cemental caries คือ การผุบริเวณผิวเคลือบฟัน
- recurrence caries คือ การผุบริเวณใต้วัสดุอุด
การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันฟันผุ
ปกติในการตรวจฟันประจำทุก 6 เดือน ทันตแพทย์จะตรวจหารอยโรคฟันผุที่เกิดขึ้น โดยการมองด้วยกระจกส่องปาก และากรใช้ที่เขี่ยหารอยผุ ในบางกรณีมีความจำเป็นที่จะต้องถ่ายเอกซเรย์ในช่องปาก เพื่อตรวจหารอยผุบริเวณซอกฟัน หรือใต้ขอบวัสดุอุดฟันเดิม ที่ตรวจพบด้วยวิธีปกติได้ยาก สำหรับบุคคลทั่วไปสามารถตรวจหาฟันผุด้วยตนเองได้คร่าวๆ โดยการมองด้วยตาเปล่า หรือใช้กระจกส่องปากแบบพลาสติกที่หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป เพื่อตรวจหาบริวเณที่ผิวฟันที่มีการเปลี่ยนสีเป็นสีดำ หรือน้ำตาลเข้ม ร่วมกับเศษอาหารติดบริเวณดังกล่าวเป็นประจำ
ในการรักษาโรคฟันผุ ส่วนใหญ่จะเป็นการอุดฟันด้วยวัสดุอุดฟันชนิดต่างๆ เช่น วัสดุอุดโลหะผสมเงิน อมัลกัม หรือวัสดุอุดสีคล้ายฟัน เรซินคอมโพสิต ตามขนาดและความลึกของโพรงฟัน แต่ถ้าเป็นฟันผุขนาดใหญ่ที่ผุลึกถึงโพรงประสาทฟันด้านใน ทำให้อาจจะมีอาการปวดฟันหรือเสียวฟันที่ผิดปกติ เนื่องจากมีการอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟัน จำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษารากฟันร่วมด้วย ก่อนที่จะอุดฟัน หรือทำครอบฟันต่อไป
สำหรับการป้องกันการเกิดโรคฟันผุนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในบุคคลทั่วไป และโดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุสูง เช่น ผู้ที่ตรวจพบฟันผุที่เกิดขึ้นใหม่ทุกครั้งเมื่อเวลาตรวจฟันทุก 6 เดือน หรือผู้ที่มีภาวะปากแห้งจากน้ำลายน้อยกว่าปกติ
การป้องกันฟันผุที่เราคุ้นเคยคือ
การแปรงฟัน และการใช้ไหมขัดฟัน เพื่อขจัดคราบเศษอาหารออกจากผิวฟัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง นอกจากนั้นการใช้สารฟลูออไรด์ ที่ผสมในยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำเพื่อเสริมสร้างผิวฟันให้แข็งแรง การควบคุมอาหารโดยการรับประทานอาหารหวานที่มีส่วนผสมของน้ำตาลให้น้อยลง เพื่อลดการเกิดคราบจุลินทรีย์ และการไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจช่องปากและขูดหินน้ำลาย (ขูดหินปูน) ทำความสะอาดฟัน ก็เป็นวิธีอื่นๆ ที่ควรปฏิบัติร่วมกัน เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคฟันผุให้น้อยที่สุด
สรุปคือ โรคฟันผุที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในคราบจุลินทรีย์ สภาวะบางอย่างจะส่งเสริมให้เกิดโรคฟันผุได้ง่ายขึ้น เช่น การดูแลสุขภาพช่องปากที่ไม่ดี สภาวะปากแห้งจากน้ำลายน้อย หรือการรับประทานอาหารหวานที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบบ่อยๆ การเกิดโพรงฟันผุขึ้นแล้วต้องได้รับการรักษาโดยการอุดฟัน เพื่อหยุดยั้งการดำเนินของโรคและบูรณะให้ฟันกลับมาใช้งานได้ รวมทั้งมีความสวยงามดังเดิม
เรื่อง : คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.มหิดล
นิตยสาร Medical Link ฉบับ 022

| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|










