มีข่าวกล่าวว่า แนวโน้มการเจ็บป่วยและตายด้วยโรคเอดส์ของประเทศไทย ลดลง ดูเหมือนจะเป็นข่าวดีแต่กลับแทรกไปด้วยข่าวที่น่าหวั่นใจว่ายอดผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยเฉพาะในวัยรุ่นไทยพุ่งขึ้นมาก
แต่หลายท่านก็อาจจะไม่แปลกใจ เพราะมักพบข่าววัยรุ่นมี เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร อีกทั้งไม่ชอบสวมถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ โอกาสในการติดเชื้อเอชไอวีย่อมต้องมีมากขึ้นเป็นธรรมดา
นอกจากนี้ วัยรุ่นชายบางกลุ่มมีความเชื่อที่ผิดๆ ทำให้การระมัดระวังตัวลดลง เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีสูงขึ้น เช่น การที่เชื่อว่ากินยาขับปัสสาวะจะช่วยให้ไม่ติดเอดส์ โดยเชื่อว่าหากโชคร้ายได้รับเชื้อเอชไอวีในขณะร่วมเพศ การขับถ่ายปัสสาวะมากๆ จะช่วยชะล้างเชื้อเอชไอวีที่คั่งค้างอยู่ภายในลำกล้องอวัยวะเพศให้ขับถ่ายออกมาพร้อมกับปัสสาวะ เมื่อเชื้อออกไปก็ไม่ติดเอดส์ บางคนเข้าใจผิดเลยเถิดไปกันใหญ่ว่ายาขับปัสสาวะช่วยฆ่าเชื้อเอดส์ได้ คุณล่ะเชื่อเช่นนั้นหรือไม่ !
ข้อเท็จจริง คือแม้วิทยาการทางการแพทย์จะทันสมัยล้ำยุคไปมากเพียงไร แต่ขณะนี้ยังไม่มียาหรือวัคซีนชนิดใดที่สามารถป้องกันไม่ให้ติดโรคเอดส์ หรือช่วยกำจัดเชื้อเอชไอวีให้หมดไปจากร่างกายได้ มีก็แต่เพียงยาที่ช่วยลดและควบคุมปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกายให้อยู่ในระดับต่ำนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เท่านั้น
ส่วนยาขับปัสสาวะเป็นยาที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการบวมจากโรคต่าง ๆ เช่นโรคหัวใจล้มเหลว โรคไต โรคตับ ฯลฯ หรือใช้ในผู้ที่ไม่มีอาการบวม เช่น ผู้ที่ภาวะความดันเลือดสูง ภาวะไตวายเฉียบพลัน ภาวะสมองบวม ฯลฯ ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ จึงไม่มีผลในการฆ่าเชื้อโรคใดๆ ดังนั้นความเชื่อที่ว่ากินยาขับปัสสาวะช่วยฆ่าเชื้อเอดส์ได้จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
สำหรับประเด็นที่เชื่อว่าปัสสาวะมากๆ จะช่วยล้างลำกล้องทำให้เชื้อเอดส์ออกไปจากร่างกายพร้อมกับปัสสาวะได้นั้น หากคิดตามหลักแล้วไม่ควรเสี่ยงนำไปปฏิบัติเช่นกัน เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเชื้อเอชไอวีจะพบมากในเลือด น้ำอสุจิ และน้ำในช่องคลอด
เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อเอชไอวีจึงมีพอสมควร เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเชื้อเอชไอวีจะถูกขับออกมากับปัสสาวะทั้งหมดในครั้งเดียว
แม้ยาขับปัสสาวะจะช่วยทำให้ขับถ่ายได้หลายรอบ แต่ระหว่างที่รอให้ขับถ่ายครั้งต่อไป โอกาสที่เชื้อเอชไอวีจะเข้าสู่กระแสเลือดและเข้าไปแพร่จำนวนในเม็ดเลือดขาวก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ประกอบกับมีข้อมูลว่าเชื้อเอชไอวีชอบแบ่งตัวและเจริญเติบโตในที่ที่มีเม็ดเลือดขาว กับเลือด เข้าไปเกี่ยวข้อง จึงแทบไม่พบเชื้อเอชไอวีในท่อหรือน้ำปัสสาวะเลย เมื่อปัสสาวะเป็นแหล่งที่เชื้อเอชไอวีไม่ชอบอยู่ โอกาสที่เชื้อจะตกค้างในน้ำปัสสาวะก็อาจจะน้อยมากเช่นกัน
จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้นคงฟันธงได้ว่า
"ยาขับปัสสาวะ ไม่ใช่ยาป้องกันเอดส์" ผู้ใดกินยาขับปัสสาวะเพื่อจุดมุ่งหมายดังกล่าวโดยไม่ได้ป้องกันด้วยวิธีที่ถูกต้อง
โปรดทราบว่าท่านกำลังนำชีวิตตนเองมาเสี่ยงโดยใช่เหตุ เสี่ยงทั้งต่อการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งหากปล่อยให้เชื้อลุกลามจนภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่องเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นมาแล้ว ก็หนีไม่พ้นต้องขึ้นทำเนียบเป็นผู้ป่วยเอดส์แน่นอน นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากการกินยาขับปัสสาวะโดยไม่มีเหตุจำเป็น ยิ่งยาที่มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะสูงเท่าใด หรือมีการใช้ยาในขนาดที่สูง โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาขับปัสสาวะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในผลข้างเคียงที่พบในยาขับปัสสาวะบางกลุ่มคืออาจทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือภาวะเลือดเป็นด่าง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้อาจนำมาซึ่งปัญหาที่ต้องตามแก้ไขต่อไปก็เป็นได้
แทนที่จะยึดติดอยู่กับความเชื่อที่ไม่มีข้อมูลวิชาการสนับสนุน ทำไมไม่หันมาใช้การป้องกันที่ได้ผลแน่นอนกว่าล่ะคะ ด้วยการใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ สุภาพสตรีท่านใดหากต้องการใส่ถุงยางอนามัยก็ยังได้ เพราะปัจจุบันนี้มีถุงยางอนามัยสตรีจำหน่ายด้วย โปรดอย่าแน่ใจไปเองว่าผู้ที่เรามีเพศสัมพันธ์ด้วย หน้าตาท่าทางดูดี น่าเชื่อถือ จะไม่มีเชื้อเอชไอวีอยู่ในตัว ของอย่างนี้บอกได้แต่ว่า "บ่ แน่ดอกนาย" หลายรายต้องมานั่งเสียใจเพราะความเชื่อนี้ ยึดสุภาษิต "กันไว้ดีกว่าแก้" ดีกว่า แต่อย่าอุตริไปใช้ถุงยางอนามัยรูปแบบพิสดาร เช่น ฝังมุก ใช้ขนม้าแซม มีขอบตาแพะ ฯลฯ เพื่อป้องกันโรคเป็นอันขาด เพราะถุงยางเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือคุมกำเนิดได้ ข้อนี้ ขอฟันธงรับรองอีกเช่นกัน
สุดท้ายนี้มีเคล็ดลับการเลือกถุงยางอนามัยมาฝาก ความว่าควรซื้อจากร้านค้า ที่เก็บ ถุงยางอนามัยในที่แห้งและเย็น ไม่ถูกแสงแดดและแสงฟลูออเรสเซนต์ ฉลากแสดงเครื่องหมาย อย. และระบุวันหมดอายุที่ชัดเจน
หลังซื้อไปแล้วไม่ควรเก็บในรถหรือกระเป๋าหลังกางเกง เพราะความร้อนและการกดทับทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมและชำรุดได้ นอกจากนี้ควรอ่านวิธีการใช้ และข้อควรระวังในฉลากหรือเอกสารที่มาพร้อมกับถุงยางอนามัยให้ละเอียด ตลอดจนใช้ให้ถูกวิธี
เพียงเท่านี้คุณก็จะมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างวางใจ โดยห่างไกลจากโรคเอดส์ได้แล้วล่ะ
ข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
นิตยสาร Medical Link ฉบับ 022

| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|










