พบเชื้อไข้หวัดใหญ่ 16 สายพันธุ์ กระจายทั่วประเทศ กทม.และสุราษฎร์ฯ มากสุด 5 สายพันธุ์ เผยดื้อยาถึง 75% ผู้เชี่ยวชาญมั่นใจผลิตยาตัวใหม่ทัน แนะคนชราเด็กฉีดยาป้องกัน
หลังจากไข้หวัดนกที่มีเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกับไข้หวัดใหญ่ระบาดในประเทศไทย เมื่อปี 2547-2549 ทำให้มีผู้ป่วยจากไข้หวัดนกเสียชีวิตไปแล้ว 17 ราย ล่าสุดผลการวิจัยกลุ่มตัวอย่างในเมืองไทยพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ยา "ทามิฟลู" ที่เคยรักษาไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่ได้นั้น อาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เนื่องจากในเดือนตุลาคม-ธันวาคม ปีที่ผ่านมา นักวิจัยพบไวรัสไข้หวัดใหญ่มีเชื้อดื้อยาและกลายพันธุ์ในประเทศไทยสูงถึงร้อยละ 75 ถือเป็นสัญญาณอันตรายหากไข้หวัดนกระบาดขึ้นมาครั้งใหม่
ปัจจุบันทั่วโลกมียาเพียง 2 ขนาน ที่ใช้รักษาไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก คือ ทามิฟลู หรือโอเซลทามิเวียร์ หรือรีเล็นซา หรือที่มีชื่อสามัญว่า ซานามิเวียร์ เท่านั้น ล่าสุดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาแนะนำให้คนแก่และผู้มีร่างกายอ่อนแอไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก่อนหน้าฝนจะมาถึงนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รายงาน "ผลการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาและการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ไวรัสไข้หวัดใหญ่ พ.ศ.2551" ซึ่งเป็นโครงการร่วมกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (ยูเอส-ซีดีซี) โดยระหว่างเดือนมกราคม-ธันวาคม 2551 ได้เก็บข้อมูลตัวอย่างจากผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ จำนวน 3,736 ตัวอย่าง จากโรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุขรวม 10 แห่ง ได้แก่โรงพยาบาลแม่สอด โรงพยาบาลหนองคาย โรงพยาบาลพระปกเกล้า โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลแม่จัน โรงพยาบาลเชียงแสน โรงพยาบาลเกาะช้าง โรงพยาบาลกรุงเทพ-สมุย โรงพยาบาลเกาะสมุย และศูนย์บริการสาธารณสุข 17 กรุงเทพมหานคร เพื่อนำมาแยกเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และวิเคราะห์หาสายพันธุ์และการดื้อยา ทำให้พบว่ามีเชื้อไวรัสดื้อยาทามิฟลู 16 สายพันธุ์ จากทั้งหมด 71 ตัวอย่างที่สุ่มตรวจ
โดยแบ่งการตรวจระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม ไม่พบเชื้อดื้อยาทามิฟลู เดือนเมษายน-มิถุนายน พบเชื้อดื้อยา 2 ราย จากการสุ่มตรวจ 16 ราย คิดเป็นร้อยละ 12 ส่วน ไตรมาส 3 เดือนกรกฎาคม-กันยายน พบเชื้อดื้อยา 5 ราย จาก 9 ราย เพิ่มสูงเป็นร้อยละ 55 และไตรมาสสุดท้าย เดือนตุลาคม-ธันวาคม พบเชื้อดื้อยา 9 ราย จาก 12 ราย พบสายพันธุ์ดื้อยาทามิฟลูสูงถึงร้อยละ 75 สรุปได้ว่า ช่วง 6 เดือนหลังของปีที่แล้ว ประเทศไทยพบอัตราการแพร่กระจายเชื้อไข้หวัดใหญ่ถึงร้อยละ 50-75 ทั้งนี้ ตัวอย่าง 16 ราย หรือ 16 สายพันธุ์ ที่พบกระจายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่กรุงเทพมหานคร (5) สุราษฎร์ธานี (5) สงขลา (4) หนองคาย (1) และตาก (1)
บทสรุปรายงานข้างต้นระบุว่า "การเฝ้าระวังเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ดื้อยาปี 2551 นับเป็นสัญญาณว่าเป็นห่วงว่า การรักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่ติดเชื้ออินฟลูเอ็นซา เอ/เอช 1 เอ็น 1 ด้วยยาทามิฟลูที่ใช้อยู่อาจไม่ได้ผลดีอย่างในอดีต ดังนั้นแพทย์ควรติดตามข้อมูลเฝ้าระวังเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ดื้อยาอย่างต่อเนื่อง และใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ในการวางแผนให้การรักษาและสั่งยาต้านไวรัสให้แก่ผู้ป่วยสงสัยไข้หวัดใหญ่อย่างเหมาะสมต่อไป"
ทั้งนี้ ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราช พยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญไวรัสไข้หวัดนกอธิบายเพิ่มเติมว่า เชื้อไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่เป็นไวรัสกลุ่มเดียวกัน แต่มีสายพันธุ์ต่างกัน โดยไวรัสไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยที่พบบ่อยจะมี 2 สายพันธุ์ คือ เอ/เอช 1 เอ็น 1 กับ เอ/เอช 3 เอ็น 2 ส่วนไข้หวัดนกจะมีสายพันธุ์ เอช 5 เอ็น 1 ซึ่งติดต่อในสัตว์มากกว่าในคนแต่เวลาที่รักษาจะใช้ตัวยาแบบเดียวกัน ซึ่งขณะนี้แพทย์ในประเทศไทยและแพทย์ทั่วโลกจะสั่งยารักษาไวรัสกลุ่มนี้ 2 ขนาน คือ ทามิฟลู กับ รีเล็นซา ซึ่งแต่เดิมหมอไทยจะไม่นิยมสั่งยาทั้ง 2 ขนานนี้ นอกจากกรณีที่ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มีอาการรุนแรงมากเท่านั้น ส่วนใหญ่รักษาตามอาการมากกว่า แต่หลังจากปี 2547 ไข้หวัดนกระบาดก็เริ่มสั่งยาทามิฟลูมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่สงสัยว่าจะมีอาการของไข้หวัดนก เพราะแพทย์ไม่แน่ใจว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัดนก เช่น มีอาการปอดอักเสบก็จะสั่งยาทามิฟลูทันที
"ได้อ่านผลวิจัยเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ดื้อยาแล้ว แต่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ประเทศไทย ในต่างประเทศก็พบผู้ป่วยดื้อยาตัวนี้สูงมาก เช่น ญี่ปุ่น และอเมริกา เพราะหมอที่นั่นจะสั่งยาตัวนี้ให้คนไข้เป็นประจำ ซึ่งตอนนี้ถ้าคนไข้ดื้อยาทามิฟลู ก็สามารถสั่งยารีเล็นซาให้ได้ แต่ไม่ค่อยนิยมเพราะเป็นยาแบบฉีดพ่น แม้ไวรัสไข้หวัดใหญ่จากทั่วโลกจะกลายพันธุ์หรือดื้อยามากขึ้นก็จริงแต่ก็เป็นเรืองปกติ ไม่น่าเป็นห่วง เพราะบริษัทที่ผลิตยามีการทดลองตัวยาใหม่ หลายตัว และพร้อมที่จะออกมาวางขายในตลาด หากปีนี้คนป่วยมีเชื้อไข้หวัดใหญ่ดื้อยาทามิฟลู ก็ใช้ยาตัวอื่นแทน แต่ถ้าปีหน้าคนป่วยคนเดิมไปติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แบบไม่ดื้อยาทามิฟลู ก็รักษาด้วยยาตัวนี้ได้" ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสกล่าว
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่ไวรัสไข้หวัดใหญ่ระบาดอย่างต่อเนื่องนั้น ศ.นพ.ประเสิรฐ ได้แนะนำให้ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง ไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามสถานพยาบาลทั่วไป โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าฤดูฝนหรือฤดูหนาว เพราะเป็นช่วงระบาดของโรค
โดยข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่าจากการเฝ้าระวังเชื้อ เอ/เอช 1 เอ็น 1 ตั้งแต่ปลายปี 2550-2551 พบเชื้อไข้หวัดใหญ่ เอ/เอช 1 เอ็น 1 ดื้อยาทามิฟลูในอัตราสูงมากโดยเฉพาะในแถบสหภาพยุโรป ซึ่งเดิมพบร้อยละ 0.5 แต่ปัจจุบันพบสูงถึงร้อยละ 50-70 ส่วนสายพันธุ์ เอ/เอช 3 เอ็น 2 และสายพันธุ์บียังไม่พบการดื้อยาทามิฟลูแต่อย่างใด สถิติทั่วโลกพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่แบบมีอาการรุนแรงต้องเข้ารักษาตัวในสถานพยาบาลประมาณ 2 แสนราย โดยเสียชีวิต 3.6 หมื่นราย
สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข
นิตยสาร Medical Link ฉบับ 021

| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|










