กลอย
เป็นพืชไม้ล้มลุก ลักษณะเป็นเถาเลื้อยไปตามดินหรือพาดพันต้นไม้ใหญ่ มีกิ่งก้านออกตามเถา มีใบย่อย 3 ใบ คล้ายพืชตระกูลถั่ว เส้นใบถี่และต้นมีหนามแหลมสั้นๆ ขึ้นตามป่ารกร้างและไหล่เขาทั่วไปในป่าผสม ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบ
กลอยมีหัวอยู่ใต้ลึกประมาณ 10 - 15 เซนติเมตร ลักษณะกลมแบบข้างๆ เป็นกลีบเล็กน้อย เปลือกบาง มีขนแข็งขึ้นอยู่ขรุขระ รูปร่างคล้ายมันมือเสือ หัวกลอยเจริญและแตกเถาออกจากเหง้าในฤดูฝน และเจริญเติบโตเต็มที่ในฤดูแล้งหัวจะโตและโผล่ขึ้นมาพ้นดิน ส่วนเถาจะแห้งตายไป ถ้าหัวยังอยู่ในดินจะเริ่มเน่าเหลือแต่เหง้า ซึ่งเมื่อถึงฤดูฝนจะแตกหน่อและงอกหัวเล็กๆ ต่อไปอีกเรื่อยๆ
ชาวบ้านนิยมเก็บหัวกลอยในฤดูร้อน ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม หัวโผล่พ้นดินเก็บง่าย เชื่อกันว่ายังมีพิษน้อยกว่ากลอยที่เก็บในฤดูอื่น ได้มีการทดลองเปรียบเทียบพิษของกลอยที่ขุดมาแต่ละฤดู พบว่าในเดือนสิงหาคมมีสารเป็นพิษสูงที่สุด หัวกลอยมีแป้งมาก มีสารเป็นพิษประเภทอัลคาลอยด์ ชื่อ ไดออสซิน (dioscin) ซึ่งมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาคล้ายกับพิโครท็อกซิน (picrotoxin) มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง
อาการเป็นพิษ
เนื่องจากรับประทานกลอยคือ คันปาก ลิ้น คอ ม่านตาขยาย และระบบประสาทส่วนกลางถูกกระตุ้น คลื่นไส้ อาเจียน มึนเมา วิงเวียน ใจสั่น ตาพร่า อึดอัด เป็นลม และตัวเย็น นอกจากนั้นบางรายมีอาการประสาทหลอนคล้ายกับอาการของคนบ้าลำโพง และอาจมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อด้วย แต่ยังไม่พบรายงานว่าถึงตาย
การรักษาพิษ
จะรักษาไปตามอาการและโดยการล้างท้อง
ลูกเนียง, ชะเนียง
เป็นพืชตระกูลถั่ว พันธ์ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ผลเป็นฝักใหญ่ ในหนึ่งฝักอาจมี 10-14 เมล็ด เนื้อในเมล็ดใช้บริโภค เมื่อแก่จัดเป็นสีเหลืองนวล มีรสมันกรอบ กลิ่นฉุน ธาตุและสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ในลูกเนียงประกอบด้วยแป้งร้อยละ 70 โปรตีนร้อยละ 15 นอกจากนี้ประกอบด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 1 บี 12 วิตามินซี ฟอสฟอรัส กำมะถัน กรดโฟลิค กรดอะมิโน 12 ชนิด และกรดแจงโคลิค (djenkolic acid) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีกรดกำมะถันสูงมาก และเป็นพิษต่อร่างกาย สารเป็นพิษชนิดนี้จะทำลายระบบประสาทของไตให้เสื่อมลง ถ้ารับประทานลูกเนียงดิบเป็นจำนวนมาก จะทำให้ปัสสาวะไม่ออก หรือปัสสาวะไม่สะดวก ปัสสาวะขุ่นขาวเป็นสีน้ำนม อาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง ถ้าอาการมากระบบไตจะล้มเหลว และถึงตายในที่สุด
การป้องกันพิษของลูกเนียง ก่อนที่จะนำมารับประทาน
- ให้นำลูกเนียงมาเพาะในทรายให้หน่องอกแล้วตัดหน่อทิ้งเสีย พิษของลูกเนียงจะลดน้อยลง
- หั่นลูกเนียงเป็นแผ่นบางๆ ตากแดดให้มาดก่อนจะนำมารับประทาน พิษของมันจะลดลง
- ต้มลูกเนียงในน้ำที่ผสมด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนตนาน 10 นาที จะทำให้กรดแจงโคลิคลดลงครึ่งหนึ่ง
วิธีรักษา
ผู้ป่วยที่แพ้พิษลูกเนียง ปัจจุบันให้ผู้ป่วยรับประทานโซเดียมไบคาร์บอเนต ดื่มน้ำมากๆ หากปัสสาวะออกน้อย หรือปัสสาวะไม่ออก ใช้สายยางสวนปัสสาวะ
พืชอื่นที่มีลักษณะและรสใกล้เคียงกัน ซึ่งนิยมรับประทานได้แก่ สะตอ ลูกเหรียง ชะเนียงนก แต่การเกิดพิษยังไม่ค่อยมี
ที่มา : หนังสือความรู้เกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 1, 2 กลุ่มพิษวิทยาและชีวเคมี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หน้า 1 - 5. พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2527, พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2542
เรื่อง : นายสุรศักดิ์ พุ่มมณี กองพิษวิทยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
นิตยสาร Medical Link ฉบับ 023

| ถัดไป > |
|---|










