ในสังคมไทย พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือ หมออนามัย มีบทบาทในด้านการรักษาโรคเบื้องต้นมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานีอนามัย ศูนย์สาธารณสุข และโรงพยาบาลชุมชน จะทำหน้าที่ตรวจรักษาโรค จ่ายยารักษาโรคพื้นๆ และส่งต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาซับซ้อน
แต่เดิม บุคลากรเหล่านี้เรียนรู้วิธีตรวจรักษาโรคด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่เช่นจากตำราต่างๆ จากประสบการณ์และการถ่ายทอดอย่างไม่เป็นทางการของแพทย์ และรุ่นพี่ๆ ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาสถาบันการศึกษาบางแห่งได้เริ่มเปิดอบรมหลักสูตรพยาบาลและมีการผลิตพยาบาลเวชปฏิบัติออกมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันบางส่วนก็เกษียณอายุ บางส่วนก็ย้ายไปตำแหน่งงานอื่น และมีบางส่วนยังปฏิบัติงานด้านเวชปฏิบัติอยู่ แต่โดยภาพรวมทั้งประเทศแล้ว พยาบาลที่ทำหน้าที่รักษาโรคเบื้องต้นอยู่ตามสถานบริการต่างๆ นั้นมีเพียงส่วนน้อยที่ๆ ได้ผ่านการอบรม “หลักสูตรพยาบาลเวชปฏิบัติ”
ภายหลังการดำเนิน “โครงการ 30 บาทฯ” และมีการพัฒนาหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมินับหมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งต้องการพยาบาลเวชปฏิบัติจำนวนมากไปอยู่ประจำ เพื่อทำหน้าที่ตรวจรักษาโรคเบื้องต้น จึงเกิดปัญหาขาดแคลนบุคลากรสาขานี้อย่างรุนแรง ในช่วงแรกจึงมีการนำพยาบาลจากโรงพยาบาลไปปฏิบัติงานแทน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพยาบาลที่จบใหม่หรือมีอานุน้อย และไม่เคยผ่านการอบรมเป็นพยาบาลเวชปฏิบัติมาก่อน มีบางส่วนได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมฟื้นฟูความรู้ด้านการรักษาโรคเบื้องต้น (ช่วง 3-5 วัน) ซึ่งมีหลายๆ หน่วยงานได้จัดขึ้น แต่โดยภาพรวมแล้ว ก็ยังนับว่ามีข้อจำกัดในการพัฒนาคุณภาพบริการด้านการรักษาพยาบาลของหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ที่ขาดการสนับสนุนจากโรงพยาบาล ความพร้อมของชุมชน เป็นต้น พยาบาลหลายคนที่มีประสบการณ์ด้านการรักษาโรคเบื้องต้น และมีทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถทำงานตรวจรักษาผู้ป่วยจนเป็นที่ยอมรับของชุมชน และสามารถพัฒนาเชื่อมโยงกับงานสาธารณสุข (รวมทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ) ในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงเวลา 4-5 ปีมานี้ สภาการพยาบาลก็ได้เล็งเห็นความสำคัญของพยาบาลเวชปฏิบัติ ได้ออกข้อกำหนดการรักษาโรคเบื้องต้นของพยาบาล (ในปี พ.ศ. 2545) และจัดทำหลักสูตรพยาบาลเวชปฏิบัติระยะสั้น 4 เดือน และระดับปริญญาโท สถาบันการศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์หลายแห่ง ได้เปิดอบรมหลักสูตรเหล่านี้ซึ่งก็มีผู้สนใจเข้ารับการอบรมอย่างมากมาย ผมเชื่อว่า ถ้ามีการจัดการรับพัฒนากำลังคนสาขานี้ อย่างต่อเนื่อง ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าประเทศเราจะมีพยาบาลเวชปฏิบัติที่มีคุณภาพและกระจายสู่ทุกหนแห่งซึ่งจะกระจายเป็นแกนหลักของระบบบริการสุขภาพในชุมชนในฐานะที่มีประสบการณ์ด้านเวชปฏิบัติในชุมชน และมีส่วนร่วมในหลักสูตรพยาบาลเวชปฏิบัติมาหลายปี ใคร่ขอเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาพยาบาลเวชปฏิบัติ ดังนี้
- เร่งผลิตพยาบาลเวชปฏิบัติหลักสูตร 4 เดือน ให้มากพอและกระจายทั่วถึง โดยคัดเลือกจากพยาบาลที่ปฏิบัติงานอยู่ในระดับปฐมภูมิมาเข้ารับการอบรม ทั้งนี้ควรใช้โรงพยาบาลชุมชนและหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิเป็นฐานในการฝึกอบรม สถาบันการศึกษาควรจับมือกับระบบบริการสุขภาพระดับจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดร่วมกันพัฒนาหลัดสูตรและจัดประสบการณ์เรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรพัฒนาแพทย์ในพื้นที่ให้เป็นครูสอนความรู้และทักษะด้านเวชปฏิบัติสำหรับปัญหาที่พบบ่อยซึ่งถือเป็นจุดที่ต้องเสริมให้เข้มแข็งสำหรับพยาบาล (ที่มีจุดแข็งด้านจิต-สังคม เป็นทุนเดิม)
- ขณะเดียวกันก็ผลิตพยาบาลเวชปฏิบัติหลักสูตรปริญญาโทจำนวนหนึ่ง เพื่อให้เป็นครูสอนและพัฒนาวิชาการด้านพยาบาลเวชปฏิบัติต่อไป ยอมรับกันทั่วไปว่าในขณะนี้เรายังขาดครูที่เป็นพยาบาลเวชปฏิบัติโดยตรง ยังต้องอาศัยแพทย์เป็นหลักในการสอนทักษะทางคลินิก
- ในระยะแรกควรเน้น ให้พยาบาลเวชปฏิบัติ ปฏิบัติหน้าที่หน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิและห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล โดยทางโรงพยาบาลต้องสร้างกลไกสนับสนุน เช่น การจัดทำแนวทางมาตรฐาน (CPG) การนิเทศงาน การให้คำปรึกษา (ทั้งต่อหน้า และทางไกล) การส่งต่อผู้ป่วย การจัดประชุมวิชาการ (เช่น case conference การฟื้นฟูความรู้ใหม่) การสนับสนุนอุปกรณ์และเวชปฏิบัติ เป็นต้น
ในระยะต่อไปเมื่อมีพยาบาลเวชปฏิบัติมากพอ อาจส่งเสริมให้แสดงบทบาทอย่างอื่นเพิ่มเติม เช่น ร่วมดูแลผู้ป่วยคลินิกพิเศษ (เช่น คลินิกเบาหวาน ความดันโลหิตสูง) ที่โรงพยาบาล ร่วมดูแลผู้ป่วยในหอผู้ป่วย เช่นการประเมินและติดตามปัญหาผู้ป่วย การบันทึกข้อมูลในเวชระเบียน เป็นต้น ทั้งนี้ควรมีการฝึกอบรมความรู้ และทักษะที่จำเป็นเพิ่มเติมเป็นระยะๆ - ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายด้านนี้ จะต้องคำนึงถึงความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และแรงจูงใจ ของบุคลากรสาขาใหม่นี้เหมาะสมหับบทบาทความรับผิดชอบที่ถูกมอบหมาย รวมทั้งส่งเสริมให้มีการรวมตัวเป็นกลุ่มวิชาชีพเฉพาะสาขา เพื่อให้เกิดพลังในการพัฒนาวิชาชีพเวชปฏิบัติอย่างสืบเนื่องไป

จบพยาบาลเวชปฏิบัติตั้งแต่ปี2548 ตำแหน่งพยาบาลใน OPD ได้รับมอบหมายเป็นพี่เลี้ยงใน PCU 2 ปี กลับมาในรพ.เป็นพี่เลี้ยงนศ.เวช ฯ ต่อ และให้ช่วยตรวจแทนแพทย์ประจำเนื่องจาก รพช.ขาดแคลนบุคคลากร ต้องขึ้นเวรหมุนเวียนทุกจุด ทั้ง ER/WARD ถ้าไม่ตรวจแทนแพทย์ ผู้ป่วยจะล้น นอกจากนี้ยังรับผิดชอบงานคลินิกเบาหวาน ออกเยี่ยมบ้าน และเป็นพี่เลี้ยง PCU
ดิฉันมีความเห็นว่าพยาบาล OPD ใน รพช.ควรได้รับโอกาสที่จะอบรมหลักสูตรนี้พร้อม ๆกับ ER และขยายโอกาสได้เรียนต่อระดับปริญญาโทต่อไป
| < ย้อนกลับ |
|---|










