You are here: Home Magazine Medical Upgrade OPD Guide บทบาทของ พ่อ-แม่ เมื่อลูกบกพร่องการเรียนรู้

MEEDEE.NET

บทบาทของ พ่อ-แม่ เมื่อลูกบกพร่องการเรียนรู้

(1 vote)
Learning Disabilities

Learning Disabilities (L.D.) ความบกพร่องในการเรียนรู้ อาจเป็นศัพท์ใหม่ที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ไม่ค่อยคุ้นหูกันนัก เพราะปัจจุบันยังไม่ค่อยมีคนเข้าใจในเรื่องของ L.D อย่างชัดเจนว่าแท้จริงเป็นอย่างไร

สำหรับประเทศไทยเรื่องของ LD เพิ่งได้รับความสนใจและมีการตื่นตัวเมื่อไม่นานนี้เอง ในขณะที่เมืองชิคาโก มลรัฐอิลลินอยด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา L.D. กลับมีการศึกษามายาวนานกว่ายี่สิบปี จนปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกกฎหมายทางการศึกษามารองรับเรื่องนี้กันอย่างจริงจังแล้ว

ความบกพร่องในการเรียนรู้ ไม่ใช่ความบกพร่องของอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใด จะต่างกับความพิการทางกาย

LD เป็นปัญหาที่เกิดจากการที่สมองทำงานผิดปกติ หรือกรรมพันธุ์ แม้แต่สิ่งแวดล้อม ก็อาจทำให้เด็กแสดงออกมาในรูปแบบของการอ่าน การฟัง การเขียน การคำนวณ ฯลฯ ที่ผิดปกติ เช่นอ่านหนังสือได้ช้า ไม่สามารถจับใจความได้ เขียนไม่เป็นตัวหนังสือ ไม่สามารถคำนวณและแปลโจทย์คณิตศาสตร์ได้ ฯลฯ ทำให้เด็กเรียนมีปัญหาในการเรียน ทั้งๆ ที่มีลักษณะของความเฉลียวฉลาด และมีสติเชาว์ปัญญาดี แต่เมื่อผู้ใหญ่ไม่เข้าใจถึงปัญหาความสลับซับซ้อนเรื่อง L.D.ที่ได้เกิดกับเด็ก ปัญหาซ้ำซากก็จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพราะผู้ใหญ่ไม่ทราบถึงปัญหาต้นตอที่แท้จริง เด็กจึงต้องถูกตำหนิอยู่เสมอว่าเป็นคนขี้เกียจ ดื้อ ไม่ตั้งใจเรียน ฯลฯ ซึ่งอาจส่งผลตามมา ทำให้เด็กมีปมด้อย และเกิดปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรมที่ก้าวร้าวต่าง ๆ ได้ในที่สุด

สำหรับเรื่องนี้ ดร.เพ็ญนี หล่อวัฒนพงษา ผู้อำนวยการฝ่ายบริการจิตวิทยา ผู้ชี่ยวชาญสาขาครอบครัวบำบัด และผู้เชี่ยวชาญด้าน Learning Disabilities (L.D.) แห่งโรงพยาบาลมนารมย์ ให้ความเห็นว่า หากพ่อแม่และครูไม่เข้าใจเด็กแล้ว การให้ความช่วยเหลือจะเป็นไปอย่างล่าช้า และไม่อาจช่วยเหลือตามความต้องการที่แท้จริงของเด็กได้ เพราะปัญหาความบกพร่องในการเรียนรู้ เป็นความบกพร่องที่ซ่อนเร้น พ่อแม่ควรมีสัมพันธ์อันดีกับเด็ก และพยายามสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆ อีกทั้งครูควรมีความใจในเรื่องนี้มากขึ้นเพราะจะได้สามารถรับมือได้ โดยปกตินักจิตวิทยาสามารถตรวจสอบได้ว่าเด็กคนไหนเป็น LD หรือไม่ โดยการใช้เครื่องมือในการประเมินด้านต่าง ๆ เพื่อทดสอบ

"การประเมินจะดูตั้งแต่เรื่องของสติปัญญา เรื่องของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลายๆ ด้านของเด็ก ทั้งการพูด อ่าน เขียน พัฒนาการด้านภาษา ความเข้าใจการพัฒนาทางด้านสังคม ความสัมพันธ์ อารมณ์ ความรู้สึก การฟัง การทำงานของกล้ามเนื้อ ฯลฯ ซึ่งจะต้องสัมภาษณ์ผู้ปกครอง ถึงเรื่องดังกล่าว รวมถึงเข้าทดสอบทางจิตวิทยาด้วย แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากคือ จะไม่สรุปว่าเด็กที่มีปัญหาในการเรียนทุกคนเป็นเด็ก LD เพราะเด็กบางคนโดยเฉพาะก่อนแปดขวบ อาจมีพัฒนาการด้านทักษะต่างๆ ช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ส่วน LD ก็มีหลายประเภท เช่น เด็กที่มีการบกพร่องในการทำงานของสมองอาจเป็นเพราะว่าเขารับข้อมูลมาไม่ครบ กระบวนการทำงานของสมองที่ต้องรับข้อมูลต่าง ๆ ไปบูรณาการ อาจมีการตกหล่น ทำให้เหมือนวิทยุที่คลื่นอาจขาดหายเป็นช่วง ๆ อย่างนั้น หากไปตรวจสมองอาจไม่พบความผิดปกติของอวัยะวะสมองใด ๆ เพราะสิ่งที่ผิดปกติตรงคือระบบการทำงานของสมองนั่นเอง" ดร.เพ็ญนี กล่าวอธิบายโดยย่อ

ในปัจจุบันมีการค้นพบเด็กที่เป็น LD เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีการตั้งข้อสังเกตจนสามารถสรุปผลการวินิจฉัยได้ว่ามีเด็กที่เป็น LD จำนวนมากกระจายอยู่แทบทุกมุมโลก อย่างไม่น่าเชื่อ " วิธีสังเกตเด็กที่มีลักษณะเป็น LD พฤติกรรมบางอย่างจะสังเกตได้ชัด บางอย่างอาจสังเกตไม่ได้ คือเด็กอาจจะอ่านได้คล่อง อ่านเพื่อความเข้าใจได้ เล่าเรื่องได้ แต่เมื่อถามเฉพาะจุดเจาะจงจะตอบไม่ได้ ไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องได้ ส่วนในด้านคณิตศาสตร์ก็ไม่สามารถคิดคำนวณง่าย ๆ ได้ ไม่เข้าใจความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ จำหลักเลขไม่ได้ ด้านการเขียนอาจสะกดคำศัพท์ไม่ได้ เป็นต้นดูเป็นเรื่องที่ชัดเจนสำหรับเด็ก LD แต่ก็ต้องดูต่อว่าเขาจัดอยู่ใน LD ประเภทไหน เด็ก LD จะแตกต่างกับเด็กไม่ฉลาดและเด็กสมาธิสั้น คือเรื่องพัฒนาการต่าง ๆ เด็กที่ไม่ฉลาดจะมีพัฒนาการจะล่าช้าเป็นเรื่องปกติ ส่วนเด็กสมาธิสั้นก็จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่นานเพราะต้องรับสิ่งเร้าต่าง ๆ ที่เข้ามา ส่วนเด็ก LD อาจจะพูดเก่ง ฉลาด แต่จะไม่จำ โดยเฉพาะ ถ้าให้ลงมือเขียน ลงมือทำ จะทำไม่ได้ นี่คือช่องว่างที่แตกต่างกันตรงนี้ และสิ่งที่ตามมาคือผลสัมฤทธ์ทางการเรียน อย่างน้อยที่สุดมีนัยยะสำคัญ ที่สองชั้นเรียน เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กปกติ"

ดร.เพ็ญนี กล่าวต่อด้วยว่า ปัจจุบันปัญหาการตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุยังน้อยของมารดา ก็อาจะทำให้บุตรที่ออกมาก็มีสิทธิ์เป็น LD ได้รวมถึงเด็กที่คลอดแล้วน้ำหนักตัวน้อยมากก็อาจเป็น LD ได้เช่นกัน สำหรับแนวทางการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยเหลือนั้น ผู้ปกครองต้องบอก นักจิตวิทยา ก่อนว่ามีความห่วงใยเด็กในเรื่องใด ได้ห่วงใยในเรื่องนั้น ๆ มาระยะเวลานานแล้วเท่าไร และที่ผ่านมาได้พยายามช่วยเหลือเด็กอย่างไร เพราะข้อมูลเรื่องการเรียนของเด็ก การพัฒนาการของเด็กตลอดจน ข้อมูลจากโรงเรียน ครูผู้สอน ฯลฯ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะทำให้ทราบว่าเด็ก LD มีข้อดีข้อเด่นในเชาว์ปัญญาของเขาด้านไหน และเมื่อทราบถึงจุดนี้ก็เสามารถทำการเลือกวัดไอคิว ทำแบบทดสอบมาตรฐานต่าง ๆ ตามวัยที่เหมาะสม กับเขาได้ ทั้งนี้เพื่อสามารถทำแผนบำบัดที่มีประสิทธิภาพสำหรับตัวเขาต่อไป

"เมื่อเสร็จสิ้นการประเมิน ผลการประเมินต้องสามารถใช้ในการช่วยเด็กได้ สามารถช่วยครูผู้สอนเด็กได้ ช่วยพ่อแม่ได้ เพื่อพ่อแม่จะได้เข้าใจลูก และช่วยซับพอร์ทในเรื่องต่างๆ สิ่งสำคัญคสำหรับการประเมินคือการดูเรื่องพลวัตรในครอบครัวของเด็กว่าเป็นอย่างไร เริ่มตั้งแต่เรื่องการเลี้ยงดูอบรม นิสัยคุณพ่อคุณแม่ ฯลฯ ให้ครอบคลุมทุกด้านเพื่อเป็นการวางแผน แผนการบำบัดอาจไม่ใช่สูตรสำเร็จ เพราะต้องใช้เฉพาะตัว สำหรับเด็กและครอบครัวนั้น ๆ หรือโรงเรียนนั้น ๆ แต่โดยปกติ แพทย์ ครอบครัวและโรงเรียนต้องวางแผนร่วมกัน แผนการบำบัดไม่ใช่การรักษาโรค แต่เป็นการรักษาเด็ก คือสามารถไปพัฒนาให้เด็กสามารถรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ เขาต้องเรียนได้ ทำงานได้ และสามารถประสบความสำเร็จ และได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมได้ การบำบัดจะไม่เน้นแค่จุดด้อย เพียงแค่ทราบว่าเด็กคนนี้มี LD ตรงไหน สมองสามารถทำอะไรที่ดี และ อะไรที่เป็นจุดเด่นได้ ก็นำส่วนนั้นมาช่วย เพราะส่วนใหญ่เด็ก LD จะมีไอคิวปกติหรือฉลาดกว่าเด็กปกติอยู่แล้ว"

ต่อข้อถามที่ว่าเด็ก LD มีจำนวนมากเท่าไรแล้วในสังคมไทย ดร.เพ็ญนีกล่าวว่า เมื่อสามปีก่อน แล้วถ้าพูดถึงจำนวนเด็กพิการจะมีประมาณแสนคน แต่ถ้านับเด็ก LD ที่เพิ่มจำนวนเข้าไปทำให้จำนวนเพิ่มขึ้นกว่าสองแสนกว่าคน เปอร์เซ็นต์ 48% ของเด็ก LD ที่เพิ่มเข้ามาจึงเป็นสัดส่วนที่ไม่ น้อยเลย

"การที่เด็ก LD จำนวนเพิ่มขึ้นมา เป็นเพราะว่า หนึ่ง.อาจเพราะคนรับรู้ข่าวสารมากขึ้นหลังจากที่ LD ได้ซ่อนอยู่ในสังคมไทยมานาน สอง.อาจเป็นเพราะวิทยาการด้านการแพทย์ที่มีความทันสมัยมากขึ้น และสาม.ด้วยเพราะสังคมที่มีมลภาวะเป็นพิษ สารตะกั่วในอากาศมากขึ้น ทำให้เด็กที่เป็น LD ฝังตัวอยู่แสดงอาการออกมา แม้มลพิษจะไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของการเกิด LD ก็ตาม สำหรับครูอาจารย์ที่หนักใจ หากเด็กในชั้นเรียนมีคนที่เป็น LD และคิดว่าต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ไม่ใช่สิ่งน่าเป็นห่วง ครูควรหันไปเริ่มตั้งแต่การวางแผนการสอนสำหรับเด็ก LD โดยเฉพาะ เพราะวิธีการเรียนรู้ของเด็กไม่เหมือนกัน ข้อดีของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจำเก่ง แต่สร้างความคิดใหม่ๆ ไม่เป็น ซึ่งต้องดูลักษณะ LD ของเด็กด้วยว่าใช้วิธีการสอนเขาอย่างไร สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการขอคำปรึกษาจากแพทย์ ควรต้องมีบทบาทที่ดี ในเรื่อง ความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกก่อนเป็นอันดับแรก เพราะจะได้สังเกตว่าเขาเรียนอย่างไร คิดอย่างไรกับตัวเอง ดูเรื่องการพัฒนาการของเขาในหลาย ๆ ด้านเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น เขาการใช้เวลาทำการบ้านนานผิดปกติหรือไม่ หรือว่าพูดคุยกับพ่อแม่ในวันนี้จำได้แต่พรุ่งนี้กลับจำไม่ได้ ฯลฯ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ก็อาจเป็นข้อบ่งบอกที่ชัดเจนว่าต้องมีสิ่งที่ไม่ปกติเกิดขึ้นกับลูกแน่นอน ซึ่งเป็นพฤติกรรมง่าย ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้ไม่ยากก่อนที่จะดุด่าว่ากล่าวเด็กเพราะความไม่รู้" ดร.เพ็ญนี กล่าวสรุป

ข่าวดี !! สำหรับผู้ปกครอง และครู ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความบกพร่องทางการเรียน และพัฒนาการของเด็ก โรงพยาบาลมนารมย์ได้จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ "Learning Disabilities" โดย ดร.เพ็ญนี หล่อวัฒนพงษา ในวันที่ 31 ตุลาคม 2552 เวลา 8.30 -12.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผู้สนใจสำรองที่นั่ง ได้ที่ โทร 02-725-9595 หรือเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ www.manarom.com

สื่อมวลชนท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณา ติดต่อ : ณัฏฐศิธกาญจน์ นิลอร่าม โทร 083-9056690 จีรศักดิ์ หลักเมือง โทร 085-9947634

นิตยสาร Medical Link ฉบับ 020

Comments (0)Add Comment
Write comment
 
  smaller | bigger
 

busy
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

Meedee Social

TwitterFollow Us on Twitter
http://twitter.com/imeedee

FacebookBecome Fans of Meedee
http://www.facebook.com/

LinkedinLink Us in Linkedin
http://www.linkedin.com/

Meedee Contact

Meedee Upgrade Co., Ltd.

19,21 Soi Phetkasem 86, Phetkasem Road, North Bangkhae, Bangkhae, Bangkok 10160

  • Tel. 0 2805 6000
  • contact@meedee.net